โทโฮแฟนอาร์ต(小傘たん(;´Д`)
posted on 16 May 2012 10:11 by pomtouhou in Gallery
(;´Д`)ハァハァโคะงาสะตัง

(;´Д`)ハァハァโคะงาสะตัง



เมื่อสาวบ๊องส์กับสาวบ๊องส์มาเจอกัน

แปดปีก่อน
จะขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับชายผู้หนึ่ง
เรื่องของชายผู้ซึ่งเร่าร้อนในอุดมคติและสิ้นหวังกับมันยิ่งกว่าใครๆ
ความฝันของชายผู้นั้นช่างแสนบริสุทธิ์ เขาได้แต่ปรารถนาอย่างไม่ลดละให้ผู้คนในโลกนี้มีแต่ความสุขเท่านั้น
อุดมคติของคนอ่อนหัดที่เด็กชายทุกคนต้องเคยมีซักครั้งและได้ตัดใจทิ้งมันไปยามเมื่อรู้ถึงความเป็นจริงอันโหดร้าย
ความสุขแบบใดก็ตาม ล้วนต้องมีเหยื่อเพื่อแลกมา เหตุผลข้อนี้ไม่ว่าเด็กคนไหนก็สามารถแยกแยะออกได้ก่อนที่จะเป็นผู้ใหญ่
แต่ชายคนนี้แตกต่างออกไป อาจจะเป็นเพราะโง่เขลายิ่งกว่าใคร มีตรงไหนที่เพี้ยนหรือพังไป หรือจะเป็นเพราะมีโชคชะตาที่เบี่ยงเบนไปจากสามัญสำนึกเช่นเดียวกับพวกนักบุญก็เป็นได้
วันที่รู้แจ้งว่าทุกชีวิตในโลกนี้คาบเกี่ยวอยู่บนตาชั่งของการเป็นเหยื่อและการช่วยเหลือ
วันที่เข้าใจว่าจะหวังให้จานตวงข้างใดข้างหนึ่งว่างเปล่านั้นเป็นไปไม่ได้
วันนั้นคือวันที่เขาตั้งปณิธานอย่างแกร่งกล้าว่าตนนั่นแหละจะเป็นผู้ตวงตาชั่งเอง
หากต้องการจะลดความเศร้าโศกไปจากโลกนี้ให้ได้มากและแน่นอนแล้วนั้น ไม่มีทางเลือกอื่น
เพื่อที่จะช่วยจานตวงที่มีชีวิตคนมากกว่าแม้หนึ่งคน ก็ต้องทิ้งจานตวงที่น้อยกว่าไป
เป็นการกระทำที่เรียกว่าการเสียสละส่วนน้อยเพื่อส่วนมาก
แม้จะมีชีวิตด้วยการย้อมมือด้วยสีเลือดหลายต่อหลายครั้ง ชายคนนั้นก็ไม่เคยย่อท้อ เขาไม่เลือกวิธีการหรือมีข้อกังขาในเป้าหมาย ได้แต่ชั่งตวงจำนวนชีวิตอย่างไม่มีผิดพลาด
เขาช่วยทุกชีวิตอย่างไม่เลือก ไม่ว่าคนหนุ่มหรือคนแก่ ทุกชีวิตมีหนึ่งหน่วยเท่ากัน
และเขาก็ฆ่าไม่เลือกด้วยวิธีเดียวกัน
แต่กว่าเขาจะรู้ตัวก็สายเกินไป
หากนับถือว่าคนทุกคนเท่าเทียมกันแล้ว มันก็ไม่ต่างกับการที่ไม่รักใครเลยนั่นเอง
ถ้าจำกฎเหล็กนั้นให้ขึ้นใจไว้เร็วกว่านี้ก็คงจะมีทางช่วยเหลือสำหรับเขา
ถ้าหากว่าเขาเยือกแข็งและฆ่าจิตใจอันเยาว์วัยของตน และเปลี่ยนเป็นเครื่องวัดตวงที่ไร้ซึ่งเลือดและน้ำตาอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาก็คงใช้ชีวิตแบ่งแยกคนเป็นและคนตายอย่างเฉยเมยและก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
แต่ว่าเขาไม่ใช่
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มด้วยความปรีดาของใครบางคนเติมเต็มหัวใจเขา เสียงคร่ำครวญของใครบางคนสั่นไหวจิตใจเขา เขาโกรธแทนคนที่ตายตาไม่หลับและอดที่จะเอื้อมมือให้กับน้ำตาแห่งความโดดเดี่ยวไม่ได้
เขาเป็นผู้ที่ขวนขวายหาอุดมคติที่ก้าวข้ามเหตุผลของโลกนี้แต่กลับมีความเป็นมนุษย์เกินไป
ใครเลยจะรู้ว่าชายคนนั้นโดนลงทัณฑ์ให้กับความขัดแย้งนั้นมาเท่าไร เขาพบมาทั้งมิตรภาพและเสน่หา
แม้จะมีหนึ่งชีวิตอันเป็นที่รักกับหลายชีวิตของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวกันเลยแขวนอยู่บนซ้ายขวาของตาชั่งแต่เขาก็ไม่เคยทำผิดพลาด
การได้รักใครสักคนยิ่งต้องมองชีวิตนั้นให้เท่าเทียมกับชีวิตอื่น ให้ความเคารพอย่างเท่าเทียมกันและยอมตัดใจอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่ว่าจะเป็นตอนไหนเขามักจะพบพานกับคนสำคัญและสูญเสียไปในเวลาเดียวกัน
และตอนนี้ชายหนุ่มก็ได้รับการลงทัณฑ์อันใหญ่หลวงอยู่
ภายนอกหน้าต่างคือราตรีอันหนาวเหน็บของพายุหิมะที่เยือกแข็งผืนป่าไว้
ในห้องๆหนึ่งของปราสาทเก่าที่ตั้งอยู่บนผืนดินเยือกแข็งนั้นถูกปกป้องด้วยไฟของเตาผิงที่ลุกไหม้อย่างอ่อนโยน ภายในความอบอุ่นนั้น ชายหนุ่มกำลังโอบอุ้มหนึ่งชีวิตใหม่ขึ้นมา ชีวิตนั้นช่างกระจิดริดมีร่างกายบอบบางและไม่ได้หนักหนาไปกว่าที่เตรียมใจไว้
การตอบสนองอันบอบบางที่ราวกับหิมะแรกซึ่งช้อนขึ้นมาด้วยฝ่ามือและแตกสลายไปเพียงแค่สั่นมือเล็กน้อย แม้จะอ่อนแอแต่ก็มุ่งมั่น รักษาอุณหภูมิร่างกายของตนในขณะหลับ ปล่อยให้ริมฝีปากสั่นไหวด้วยลมหายใจอันสงบ เป็นเสียงหัวใจน้อยๆที่ทำได้เต็มที่เพียงแค่นั้น
“ หลับอย่างสบายใจเลยนะคะ”
ผู้เป็นแม่นอนตะแคงอยู่บนเตียงพลางมองด้วยรอยยิ้มไปที่เขาซึ่งกำลังอุ้มทารกอยู่
แม้จะอิดโรยจากการคลอดบุตรแต่ความงามราวกับเพชรอันล้ำค่าก็ไมได้ด้อยลงไปแม้เพียงนิด
ยิ่งไปกว่านั้นกลับจะสว่างไสวด้วยรอยยิ้มและแววตาที่อ่อนโยนด้วยความสุขขนาดที่จะกลบความอิดโรยนั้นให้หายไปเสียอีก
“ ขนาดแม่นมที่น่าจะคุ้นเคยก็ยังร้องงอแง เป็นครั้งแรกนะเนี่ยที่ให้อุ้มอย่างว่าง่ายแบบนี้ แกคงจะรู้นะคะว่าไม่เป็นไร เป็นคนใจดี”
“……….”
ไม่มีคำพูดตอบกลับของชายหนุ่ม เขาได้แต่มองทารกในอ้อมแขนเปรียบเทียบกับมองผู้เป็นมารดาที่นอนอยู่บนเตียง
เคยเห็นรอยยิ้มของไอริสฟิลเจิดจ้าแบบนี้ไหมนะ แต่เดิมก็เป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีดวงเรื่องความสุขและ ไม่มีใครที่คิดจะมอบความรู้สึกที่เรียกว่าความสุขให้กับเธออยู่แล้ว สำหรับเธอเป็นเรื่องปกติที่เกิดมาในฐานะของโฮมุนครูส มนุษย์ดัดแปลงที่เรียกไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้าง เป็นเพียงแค่สิ่งยุ่งยากสำหรับมนุษย์เท่านั้น
ไอริสฟิลเองก็ไม่ได้มีความปรารถนาอะไร สำหรับเธอที่ถูกสร้างและเลี้ยงดูมาในฐานะตุ๊กตาแล้วคงจะไม่เคยรู้ความหมายของคำว่าความสุขด้วยซ้ำ
แต่ในเวลานี้ เธอกำลังยิ้มอยู่
“ดีจริงๆที่ได้ให้กำเนิดเด็กคนนี้”
ไอริสฟิล ฟอน ไอร์สเบินล์กล่าวออกมาพร้อมกับจ้องมองทารกที่หลับอยู่ด้วยความเมตตา
“จากนี้ไป เด็กคนนี้ต้องใช้ชีวิตในฐานะของมนุษย์ปลอมๆ เค้าคงจะเจ็บปวดและสาปแช่งแม่อย่างฉันที่ให้กำเนิดเค้าก็ได้ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ตอนนี้ฉันก็รู้สึกรักและภูมิใจในตัวเด็กคนนี้มากค่ะ”
แม้ภายนอกจะดูเหมือนเด็กน่ารักที่ไม่มีอะไร แต่ขณะที่อยู่ในครรภ์ ร่างกายก็ถูกจัดการโดยวิธีทางเวทมนต์หลายต่อหลายครั้ง จนประกอบด้วยโครงสร้างที่เกินเลยความเป็นมนุษย์ยิ่งกว่าผู้เป็นแม่ไปมากนัก ร่างกายที่ควรจะเรียกว่าก้อนเนื้อของวงจรเวทมนต์ที่โดนจำกัดในการนำไปใช้โดยกำเนิด นั่นแหละคือตัวตนที่แท้จริงของบุตรสาวอันเป็นที่รักของไอริสฟิล
แม้กระนั้น ไอริสฟิลก็ยังคงพูดว่า “ดีจริง”
ยอมรับตัวเองที่เป็นผู้ให้กำเนิด และยอมรับพร้อมกับยิ้มอย่างภูมิใจกับบุตรสาวที่กำเนิดมา ความเข้มแข็งและจิตใจที่สูงส่งนั้นไม่ใช่สิ่งอื่นใด
คือสิ่งที่เรียกว่า“ แม่” นั่นเอง
สาวน้อยที่เป็นเพียงแค่ตุ๊กตาได้รับความรักกระทั่งเป็นหญิงสาวและเป็นแม่
นั่นเป็นรูปร่างของ “ความสุข”ที่ไม่ว่าใครก็มิอาจล่วงละเมิดได้
ในตอนนี้ห้องนอนของแม่ลูกที่ถูกปกป้องด้วยไออุ่นของเตาผิงนั้น ตัดขาดจากความสิ้นหวังและความโชคร้ายใดๆทั้งปวง
แต่ชายหนุ่มกลับมองว่าโลกที่เหมาะสมกับตนเองคือพายุหิมะที่อยู่ภายนอกหน้าต่างนั้นมากกว่า
“ ไอรี ผม…”
ยามที่เอ่ยปากพูด คำพูดแต่ละคำเป็นดั่งคมมีดเชือดเฉือนหัวใจของชายหนุ่ม คมมีดนั้นคือใบหน้าที่หลับอย่างสงบของทารกและรอยยิ้มอันเจิดจ้าของผู้เป็นแม่นั่นเอง
“ วันหนึ่ง…..ผม…ผมอาจจะทำให้คุณต้องตาย”
ไอริสฟิลผงกหัวรับคำประกาศที่พูดออกมาอย่างขมขื่นด้วยสีหน้าที่สงบ
“ ฉันรู้ค่ะ นั่นแหละคือความปรารถนาของไอร์สเบินล์ ฉันอยู่เพื่อสิ่งนั้น”
มันคืออนาคตที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
อีกหกปีให้หลังชายหนุ่มจะนำภรรยาของตนมุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งความตาย ไอริสฟิลจะเป็นหนึ่งในเครื่องสังเวยเพื่อช่วยโลกและถูกอุทิศให้กับอุดมคติของเขา
เรื่องนั้นได้ถูกนำมาพูดคุยและเข้าใจกันหลายต่อหลายครั้งในระหว่างคนทั้งสอง
ทุกครั้งชายหนุ่มจะหลั่งน้ำตาพร้อมกับสาปแช่งตนเองโดยมีไอริสฟิลคอยปลอบและให้กำลังใจอยู่เสมอ
“เพราะรู้ถึงอุดมคติของคุณและคอยอธิษฐานเรื่องเดียวกันเรื่อยมา จึงมีฉันในวันนี้
คุณเป็นคนชี้นำฉันและสอนการใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์กับฉันค่ะ”
การมีและใช้ชีวิตโดยมีอุดมคติเดียวกันทำให้สามารถเป็นครึ่งร่างของเขา นั่นคือรูปร่างแห่งความรักของผู้หญิงที่ชื่อว่าไอริสฟิล และการที่เธอเป็นแบบนั้น จึงทำให้ชายหนุ่มยอมรับกันและกันได้
“คุณไม่ต้องเจ็บปวดเพื่อฉันหรอกนะคะ เพราะว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของคุณดังนั้นขอแค่คุณทนความเจ็บปวดที่โหมกระหน่ำเข้าตัวได้ก็เพียงพอแล้ว”
“แล้ว…..เด็กคนนี้ล่ะ”
น้ำหนักของทารกเบาราวกับขนนก มันเป็นความหนักหน่วงที่ต่างออกไปในอีกมิติหนึ่งจนขาสองข้างของชายหนุ่มสั่นไหว
เด็กคนนี้ยังไม่มีความเข้าใจหรือเตรียมใจต่ออุดมคติของชายหนุ่มสักนิด ยังไม่มีแม้พลังที่จะปฏิเสธหรือเห็นพ้องกับการใช้ชีวิตของชายหนุ่มเลย
แต่ไม่ว่าจะเป็นชีวิตอันบริสุทธิ์เพียงใด อุดมคติของเขาก็มิอาจให้อภัยได้
ไม่ว่าคนหนุ่มหรือคนแก่ ทุกชีวิตมีหนึ่งหน่วยเท่ากัน
“ผม…ไม่มีคุณสมบัติที่จะกอดเด็กคนนี้”
ชายหนุ่มเค้นเสียงพูดออกมาแม้จะถูกความรักราวจนแทบจะเป็นบ้าบดขยี้อยู่ในขณะนั้น
น้ำตาหนึ่งหยดร่วงหล่นบนแก้มที่เรื่อด้วยสีซากุระของทารกในอ้อมแขน
ชายหนุ่มสะอึกสะอื้นอย่างไร้เสียงและคุกเข่าลงบนพื้นในที่สุด
ทัณฑ์อันใหญ่หลวงที่มีต่อชายผู้ที่ต้องการจะขจัดความไร้น้ำใจออกไปจากโลกจนต้องทำตัวไร้น้ำใจยิ่งกว่า แต่ก็กลับมีคนที่เป็นที่รักเกิดขึ้นจนได้
รักยิ่งกว่าใครในโลกนี้
แม้จะต้องทำลายโลกนี้ก็อยากจะปกป้อง
แต่ชายหนุ่ม…เอมิยะ คิริสึงุก็รู้อยู่แล้วว่าตนจะตัดสินใจเช่นไรเมื่อถึงเวลาที่ความถูกต้องที่ตนเชื่อมั่นทวงหาชีวิตอันไร้ซึ่งมลทินนี้
คิริสึงุหวาดกลัวกับความน่าจะเป็นที่อาจจะเกิดได้ในวันหนึ่งพร้อมกับร่ำไห้โอบกอดทารกไว้ในวงแขน
ไอริสฟิลลุกขึ้นมาจากเตียงและวางมือไว้บนบ่าของสามีที่ร้องไห้อยู่อย่างอ่อนโยน
“อย่าลืมสิ โลกในอุดมคติของคุณคือโลกที่ไม่มีใครต้องร้องไห้แบบนั้นนะ อีกแปดปี…การต่อสู้ของคุณจะจบลงแล้ว อุดมคติของคุณและฉันจะเป็นจริง จอกศักดิ์สิทธิ์ต้องช่วยคุณได้อย่างแน่นอน”
ไม่ว่าเมื่อไรภรรยาที่รู้ถึงความทุกข์ใจนั้น ก็คอยตอบรับน้ำตาของคิริสึงุเสมอ
“เมื่อผ่านวันนั้นแล้ว ได้โปรดยืดอกกอดเด็กคนนี้… กอดอิริยาสฟิล ในฐานะพ่อธรรมดาคนหนึ่งด้วยนะ”


ฟุโตะจัง ( ^ω^ )

เนียงเนียงจังเมี๊ย----ว

มิโกะ โทจิโกะ ฟุโตะ